เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และศูนย์วิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดการเสวนาทางวิชาการ ทหารกับการเมืองในพม่า โดยมีผู้นำเสวนา ได้แก่ นายดุลยภาค ปรีชารัชช นักวิจัยอิสระ, ร.อ.ชุมพล รักงาม , พ.ต.หญิง ขวัญสุชา หงส์ไกรเลิศ และนายอดิศร เกิดมงคล ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับ การย้ายเมืองหลวงของพม่า ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเมืองหลวงใหม่ เปียงมะนา หรือ เนปิดอว์ ของพม่า โดยอาศัยภาพถ่ายจากดาวเทียมที่มองเห็นถึงลักษณะการวางผังเมืองและภูมิประเทศโดยรอบ ตั้งอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำสะโตงตอนบน ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งนายดุลยภาคกล่าวว่าการตั้งเมืองเช่นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ หากดูจากประวัติศาสตร์ของประเทศพม่าและของอุษาคเนย์ว่า มีรัฐจำนวนมากที่เลือกตั้งเมืองหลวงในลักษณะนี้และมีเจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ยังพบว่าเมืองเนปิดอว์ลักษณะคล้ายคลึงกับนครอังการาของตุรกี หรือ บราซิเลียของบราซิล
สำหรับการย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้งไปเปียงมะนานั้น นายดุลยภาคมองว่าเป็นยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลทหารพม่า โดยมีปัจจัยหลัก 3 ประการคือ
1) การรักษาความมั่นคงทางการเมืองและการทหาร ด้วยความหวาดระแวงจากภัยคุกคามต่าง ๆ เช่น การลุกฮือของประชาชนในเขตเมืองย่างกุ้งซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในปี ค.ศ. 1988 ซึ่งเมืองเนปิดอว์จะกลายเป็นศูนย์อำนาจสำคัญที่ง่ายต่อการเข้าควบคุมหรือปราบปรามประชาชน รวมทั้งเพื่อที่จะขยายอำนาจควบคุมรัฐของชนกลุ่มน้อยด้านตะวันออก โดยเฉพาะ รัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง และกะเรนนี ที่ยังต่อต้านรัฐบาลอยู่ ตลอดจนกลัวการรุกรานทางทะเลของสหรัฐอเมริกา โดยเนปิดอว์นั้นเหมาะสมที่จะใช้ภูเขาเป็นปราการป้องกัน
2) การพัฒนาเศรษฐกิจบริเวณพื้นที่ตอนใน มีการขยายพื้นที่การเกษตรของภาคมัณฑะเลย์ในเขตลุ่มแม่น้ำสะโตง เพื่อผลิดเสบียงอาหารให้กองทัพ มีการวางระบบชลประทานเชื่อมโยงกับลุ่มแม่น้ำอิรวดี พัฒนาระบบคมนาคมเชื่อมต่อจีน อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพลังงานน้ำจากเขื่อนสาละวิน ซึ่งการพัฒนาในประเทศพม่าจะส่งผลดีทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างมาก
3) การสร้างอำนาจของระบอบทหารและบารมีของผู้นำ โดยมีการนำขนบประเพณีโบราณตามแบบกษัตริย์พม่าโบราณมาใช้ เช่น การยกยอดฉัตรเจดีย์สำคัญๆ ความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ที่มีข่าวลือว่าโหรประจำตัวพลเอก ตานฉ่วย ทำนายว่าดาวประจำตัวผู้นำเริ่มอับแสง เพื่อจะรักษาอำนาจไว้ต้องย้ายเมืองหลวงออกจากย่างกุ้ง นอกจากนี้การย้ายเมืองหลวงยังแสดงถึงกระบวนการต่อต้านและปลดแอกพม่าออกจากลัทธิอาณานิคม เนื่องจากย่างกุ้งถูกสถาปนาขึ้นโดยอังกฤษ
ในแง่ของการย้ายเมืองหลวงอาจารย์ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มีความเห็นเพิ่มเติมว่า เมืองเนปิดอว์นั้นน่าจะมีจุดประสงค์ทางความมั่นคงของทหารมากกว่ามุ่งไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจหรือการค้าเหมือนเมืองย่างกุ้ง ดังนั้นจึงไม่แน่ใจว่าเมืองหลวงใหม่จะสามารถเจริญรุ่งเรืองหรือประสบความสำเร็จในเชิงสังคมและเศรษฐกิจได้ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่ต้องคอยดูกันต่อไป
สำหรับ มุมมองของทหารไทยที่มีต่อพม่า นั้น ร.อ.ชุมพล รักงาม และพ.ต.หญิงขวัญสุชา หงส์ไกรเลิศ มองรัฐบาลทหารพม่าในเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติของพม่า ว่าไม่มีการแบ่งแยกสหภาพ ไม่มีการแบ่งแยกความเป็นปึกแผ่นของชาติ และมีอธิปไตยมั่นคงถาวร ส่วนยุทธศาสตร์ทางการทหารนั้น มองว่ากองทัพพม่ามีวิธีการรบแบบกองโจร และทหารพม่าเป็นกองกำลังสำคัญในการปราบปรามชนกลุ่มน้อย และไม่มีนโยบายยุ่งเกี่ยวหรือรุกรานประเทศอื่น โดยที่สถานการณ์ภายในพม่านั้นจะเห็นว่ารัฐบาลทหารพม่ามีนโยบายแข็งกร้าวในการปราบปรามชนกลุ่มน้อย และพบว่ามีการตั้งหน่วยป้องกันภัยทางอากาศหลายหน่วย พร้อมทั้งยังมีการพัฒนาศักยภาพทหารทั้งทางบก ทางทะเลและทางอากาศ ในมุมมองของทหารไทยนั้นก็ชมว่าพม่ามีหน่วยข่าวกรองที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ยังเป็นกังวลอย่างมากเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในพม่า
อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์ของกองทัพไทยตามแนวชายแดน ก็จะพบว่ามีฐานกำลังประจำอยู่ตามพื้นที่แนวชายแดน โดยมีภารกิจในการป้องกันชายแดน จัดระเบียบ สร้างความสัมพันธ์ ซึ่งก็ยังมีกรอบความคิดที่ว่าปัญหาความสงบในพม่าทำให้รัฐบาลต้องเสียกำลังคนและงบประมาณในการที่ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหา เช่น ยาเสพติด การพนัน ผู้หลบหนีเข้าโดยผิดกฎหมาย ผู้หนีภัยจากการสู้รบ และปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ
ส่วนกรณีการย้ายเมืองหลวงใหม่ไปที่เนปิดอว์นั้น ก็พบว่ามีการส่งกำลังบำรุงให้กองทัพ และเชื่อว่ามีวัตถุประสงค์ในการควบคุมชนกลุ่มน้อยมากกว่า รวมทั้งยังเหมือนเป็นการแย่งชิงทรัพยากรที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ชนกลุ่มน้อย เช่น ควบคุมการก่อสร้างเขื่อนสาละวิน
นายอดิศร เกิดมงคล ได้อภิปรายถึง เรื่อง ขบวนการนักศึกษาในปี 88 จนถึง 5 กันยายน 2007 โดยเห็นว่า ขบวนการนักศึกษาในปี 1988 ไม่ได้มีการจัดตั้งหรือสร้างรูปแบบเป็นองค์กรที่ชัดเจน และยังเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะการทำงานแบบใต้ดิน โดยขบวนการนักศึกษามี
พัฒนาการมาก่อนหน้าเหตุการณ์นี้แล้ว เช่น การประท้วงในสมัยเนวิน ที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง นายอดิศร ยังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์เดินขบวนประท้วงในพม่าเมื่อปี 88 นั้น ไม่แยกขาดจากกระแสการเมืองโลกเท่าไรนัก เช่น เหตุการณ์เทียน อัน เหมิน ของจีน ในปี 1989 ฟิลิปปินส์ ในปี 1986 ซึ่งมีลักษณะการนำตัวเองไปสัมพันธ์กับโลกภายนอก รวมทั้งอิทธิพลจากงานเขียนจากนักคิดตะวันตก เหมือนนักศึกษาไทย หรือกระแสโลกขณะนั้น ที่เรียกว่า การเคลื่อนไหวของเพลงร็อค ส่วนวิธีการเคลื่อนไหวก็นำโดยกลุ่มของ มิน โก นาย เป็นตัวหลัก และมีกลุ่มอื่น ๆ เคลื่อนไหวอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ เหมือนเป็นดาวกระจาย
หลังจากเหตุการณ์ในปี 1988 ก็เกิดแตกออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ของนักศึกษา เช่น กลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวใต้ดิน นำโดย มิน โก นาย มีการจัดตั้งพรรค DPNS ที่ไม่ลงเลือกตั้งแต่สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดี บางส่วนที่หนีออกนอกประเทศก็ก่อตั้งกลุ่มย่อย ๆ หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มนักศึกษาพม่าเพื่อประชาธิปไตย ( ABSDF ) สำหรับเหตุการณ์เมื่อเดือนกันยายน 2007 ก็มีคำถามว่าขบวนการนักศึกษาในพม่าหายไปไหน แม้จะเห็นภาพว่าเป็นการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ แต่จริง ๆ แล้วก็มีอิทธิพลของคนรุ่นปี 88 อยู่ด้วย ก่อนหน้าการเดินขบวน ก็มีกลุ่ม นักศึกษารุ่นปี 88 นัดกันแต่งชุดขาวไปสวดมนต์ตามวัดหรือศาสนสถานตามเมืองต่างๆ ของพม่า มีการล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องต่อที่ประชุมสมัชชาขององค์การสหประชาชาติ และมีแกนนำหลายคนถูกจับ
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากในครั้งนี้ โดยนายอดิศรมองว่าเป็น การเคลื่อนไหวของ blogger และ youtube ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ และเห็นว่าส่วนมากเป็นแรงงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ในเมืองที่มีโอกาสเข้าถึงโลกอินเตอร์เน็ท และมีการอัพเดทสถานการณ์นาทีต่อนาที ส่วนกระบวนการจัดตั้งประชาชนในออกมาประท้วง ก็น่าจะเกิดจากกลุ่มต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์การเคลื่อนไหวเมื่อ ปี 88 และน่าจะมีการบอกเล่าเหตุการณ์สู่คนรุ่นหลังในครอบครัวกันเองหรือแบบปากต่อปาก เพราะประวัติศาสตร์ในแบบเรียนของพม่าไม่มีการพูดถึงเหตุการณ์นี้
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเคลื่อนไหวภายนอกประเทศพม่าอยู่ทั่วโลก มีกลุ่มต่าง ๆ เช่น นักการเมืองและนักเคลื่อนไหว สื่อมวลชน นักวิชาการ และกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญที่สุด คือ สื่อมวลชนพม่าที่อยู่นอกประเทศ เช่น The Irrawaddy หรือ Mizzima ขณะที่กลุ่มนักวิชาการแทบไม่มีบทบาทในครั้งนี้ เพราะมุ่งประเด็นที่การวิเคราะห์เศรษฐกิจ สังคมในอนาคต ซึ่งไม่อยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน แต่กลุ่มที่น่าสนใจ คือ บรรดานักเคลื่อนไหวที่เป็นคนพลัดถิ่นในประเทศต่าง ๆ เช่น ผู้ลี้ภัย หรือ กลุ่มแรงงาน ซึ่งยังมีความผูกพันกับบ้านเกิดมากกว่า ทำให้เกิดภาวะ พม่ากระจายไปทั่วโลก ผ่านโลกไซเบอร์ และฟอร์เวิดเมล์ ที่รัฐบาลทหารพม่าไม่สามารถจะหยุดยั้งได้
นายอดิศร เชื่อว่าขบวนการนักศึกษาในทุกวันนี้ได้เปลี่ยนเป็นขบวนการภาคประชาชนแบบยืดหยุ่น และเหตุการณ์ต่อไปไม่น่าจะจบเหมือนเมื่อครั้ง ปี 1988 และมีสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากขึ้น มีการศึกษาบทเรียนจากโลกตะวันตก การสร้างเครือข่ายของกลุ่มนักเคลื่อนไหวกันแบบหลวม ๆ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ครั้งนี้ของพม่าจะเป็นบทเรียนอันดีสำหรับการเคลื่อนไหวใดๆในอนาคต
Burma Peace