มหิดลเผยสังคมไทยกำลังเข้าสู่วิกฤตความไม่สมดุลทางเพศ
ผู้หญิงไทยหนึ่งในห้ามีเซ็กส์ครั้งแรกโดยไม่ต้องการหรือถูกบังคับ
รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รอง ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงผลการจัดทำรายงาน ประชากรและสังคม 2551 ว่าปีนี้ได้ชูประเด็นเรื่อง มิติ เพศ ในในประชากรและสังคม และสถาบันฯได้ข้อค้นพบสำคัญ 3 ประการ ที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างสำคัญคือ (1) เรื่อง ความไม่สมดุลทางเพศ โดย ศ.ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล ผู้เขียนบทความ กล่าวว่า จำนวนประชากรหญิงได้เพิ่มมากขึ้นกว่าประชากรชายอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่การสำมะโนประชากร ปี 2503 และได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมี จำนวนประชากรหญิงมากกว่าประชากรชายถึงเกือบหนึ่งล้านคนในปัจจุบัน ความไม่สมดุลที่ว่านี้อาจส่งผลให้เกิด วิกฤตประชากร ในระยะยาว คือ ปัญหาการจับคู่แต่งงานระหว่างชายและหญิง เมื่อมีผู้ชายน้อย ผู้หญิงก็หาคู่ได้ยากขึ้น โอกาสเป็นโสดก็มากขึ้นตามมา ประกอบกับในปัจจุบัน หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์มีแนวโน้มจะมีบุตรโดยเฉลี่ยน้อยลงจนต่ำกว่าระดับทดแทนแล้ว และในไม่ช้าผู้หญิงไทยแต่ละคนอาจมีบุตรเฉลี่ยเพียงคนเดียวเท่านั้น ปรากฏการณ์ทางประชากรเหล่านี้จะส่งผลต่อภาวะสืบทอดพันธุ์ของไทยในอนาคต
(2) การควบคุมเรื่องเพศและเพศวิถีที่เปลี่ยนไป การควบคุมเรื่องเพศของ กระแสจารีตนิยม ที่มุ่งผลิตมโนทัศน์ความเป็น ผู้หญิงดี และความเป็น ผู้ชายเก่ง ที่ต้องเจนโลกีย์ มีทักษะเรื่องเพศที่สั่งสมได้จากเพศสัมพันธ์ชั่วคราว และจากการซื้อประเวณี โดยปฏิบัติการกระแสจารีตนี้กำลังอ่อนแรงลง เพราะวิถีชีวิตในโลกปัจจุบัน เปิดพื้นที่ให้คนคุยเรื่องเพศได้อย่างกว้างขวางขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด ผู้คนสามารถสร้างจินตนาการเรื่องเพศ เรียนรู้เรื่องเพศ มิใช่จากสถาบันหลักๆในสังคมอย่างแต่ก่อน รศ.ดร.กฤตยา ผู้เขียนบทความเน้นว่า ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนแปลงนี้ พบสถานการณ์ที่สังคมไทยไม่เคยรับรู้กันมาก่อน คือ ขนาดของความรุนแรงทางเพศครั้งแรกที่ผู้หญิงไทยต้องประสบสูงมาก โดยหนึ่งในห้าของผู้หญิงไทยรวมทุกกลุ่มอายุ มีเซ็กส์ครั้งแรกที่ตนเองไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ คือไม่ได้สมัครใจ ไม่ตั้งใจ และถูกบังคับ ที่น่าตกใจ คือ สัดส่วนนี้จะสูงมากในกลุ่มเด็กอายุ 10-14 ปี (ร้อยละ 46) โดยผู้กระทำการละเมิดทางเพศส่วนใหญ่คือ คนที่สนิทสนม คุ้นเคย ได้แก่ สามี หรือ แฟน หรือเพื่อน
(3) การใช้ถุงยางอนามัยไม่ใช่วัฒนธรรมทางเพศของไทย คนไทยส่วนใหญ่จึงมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง ซึ่งเกิดในประชากรทุกกลุ่มที่ถูกศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อ พนักงานบริการหญิง คนทำงาน คนในชนบท และเยาวชน โดยคู่นอนจะเป็นคนคุ้นเคย สนิทใจ ไว้วางใจ และหรือรักใคร่กัน (เช่น สามี/ภรรยา แฟน เพื่อน กิ๊ก คู่ขาประจำ เป็นต้น) ศ. อภิชาต จำรัสฤทธิรงค์ ผู้ศึกษาเรื่องเซ็กส์ของผู้สูงอายุ ย้ำว่า แม้จะยกเว้นในกรณีการซื้อประเวณีเท่านั้น ที่ชายไทยจะใช้ถุงยางอนามัยในสัดส่วนที่สูง (ร้อยละ 90) แต่ผู้สูงอายุชายที่เที่ยวหญิงบริการมีไม่ถึงร้อยละ 70 ที่ใช้ถุงยางอนามัย
รศ. ดร. สุรีย์พร พันพึ่ง ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวเสริมว่า สถาบันวิจัยประชากรและสังคม กำลังจะเริ่มจัดทำชุดงานวิจัยระดับชาติขนาดใหญ่เพื่อศึกษาถึงผลการเปลี่ยนแปลงประชากรด้านต่างๆ ที่กระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการศึกษาในแนวสหสาขาวิชา ประเด็นสำคัญหนึ่งในนั้นคือ การศึกษาถึงความไม่สมดุลทางเพศและโลกทัศน์เรื่องเพศวิถีของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ว่าจะส่งผลต่อการก่อรูปของครอบครัวไทยแบบต่างๆในอนาคตอย่างไรบ้าง และเพื่อค้นหาแนวทางในการเสริมสร้างสุขภาวะทางเพศของคนไทย ที่เป็นเรื่องของความสมัครใจ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งหวังให้เด็กเกิดใหม่ทุกคน เกิดมาอย่างพ่อแม่มีความพร้อม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพประชากรในอนาคต
การประชุมวิชาการประจำปี ประชากรและสังคม 2551 ในหัวข้อเรื่อง มิติ เพศ ในประชากรและสังคม
จัดขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ ห้องกรุงธนบอลรูม กรุงเทพมหานคร
ค่าลงทะเบียน 300 บาท นักศึกษา 100 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02 4410201-4 ต่อ 108 , 109, 220
หรือดูในเว็บไซต์ http://www.ipsr.mahidol.ac.th/content/Home/ConferenceIV/Retional.htm