ริมขอบแดน
ตุลาคม-พฤศจิกายน
2550 
นายเกิด
ฤดูฝนที่ผ่านมา ว่ากันว่าสถานการณ์ในรัฐฉานเงียบเชียบมากครับ พระสงฆ์กว่าร้อยที่ไปประท้วงที่ย่างกุ้งถูกส่งตัวกลับมาและถูกติดตามคุกคามอย่างต่อเนื่อง จนมีพระสงฆ์ไทใหญ่ที่ต้องลี้ภัยมาประเทศไทยและจีน เหมือนกับพระสงฆ์จากตอนในพม่าที่มีข่าวว่าเดินทางมาลี้ภัยทางชายแดนตะวันตกบ้านเราเหมือนกัน เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้ลี้ภัยมาใหม่แถบฝางอีกเกือบ 500 คนเลยครับ คนเหล่านี้ไม่มีค่ายให้พักพิงรอรับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเหมือนกับผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยงและกะเรนนี ได้แต่อยู่กันอย่างหลบ ๆซ่อน ๆแล้วก็รีบกระจายตัวกันออกไปหาทางเอาชีวิตรอดในประเทศไทย ถ้าใครไม่รู้สาเหตุที่มา ไม่เข้าใจถึงเรื่องสงครามและความรุนแรงในพม่า ก็คงจะเรียกว่าพวกเขาเป็นผู้ย้ายถิ่นทางเศรษฐกิจเท่านั้น
การเดินเท้ามาลี้ภัยในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากจะต้องหลบหนีกองทัพพม่าแล้ว ยังต้องคอยระวังกับระเบิดด้วยครับ ในรายงานประจำปีขององค์กร International Campaign to Ban Landmines บอกว่า ปัจจุบันนี้ในพม่ามีพื้นที่ที่ใช้กับระเบิดทั้ง 10 รัฐและมณฑล จากทั้งหมดที่มีอยู่สิบสอง กับระเบิดนี้น่ากลัวมากนะครับ เพราะมันจะฝังตัวอยู่ในดินไปได้ตลอดกาล อย่างเพื่อนบ้านเราคือกัมพูชาและเวียดนาม จนบัดนี้ก็ยังเจอปัญหาชาวไร่ชาวนาไปโดนกับระเบิดเก่าที่ฝังทิ้งไว้อยู่ สำหรับพม่าในปีที่ผ่านมา มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากกับระเบิดกว่า 200 ราย อันนี้เฉพาะที่มีรายงานนะครับ ที่ไม่ได้รายงานก็อีกเยอะ
ดูเหมือนว่าการรณรงค์ให้เลิกใช้กับระเบิดในสงครามจะยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่หลาย ๆคนหวัง ล่าสุดมีรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของพม่าเอามีอุตสาหกรรมผลิตกับระเบิดเป็นล่ำเป็นสันที่เมืองพะโค เป็นกับแบบพลาสติกที่ใช้เครื่องตรวจหาไม่พบเสียด้วย (เป็นแบบที่อเมริกาใช้อยู่) แต่ไม่ได้มีแต่กองทัพพม่านะครับที่ใช้กับระเบิด ทางกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆก็ใช้เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะวางไว้เป็นแนวป้องกันฐานของตัว ที่แย่ก็คือ กองทัพพม่าก็จะใช้วิธีจับชาวบ้านมาเดินนำหน้าบนเส้นทางที่คิดว่าจะมีกับระเบิดของกองกำลังชนเผ่าอยู่ เพื่อว่าหากมีอะไรชาวบ้านก็จะได้ตายก่อน และทหารก็จะได้รู้ว่ากับอยู่ตรงไหนไงล่ะครับ สำหรับเรื่องนี้การจะขอให้เลิกใช้เพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียวนั้นเป็นไปได้ยากครับ เพราะฝ่ายที่หยุดใช้จะเสียเปรียบทางการรบ จึงต้องเน้นไปที่เจรจาทำข้อตกลงกันทั้งสองฝ่ายความขัดแย้งมากกว่า แต่ผมก็ไม่ทราบจริง ๆว่า มันจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ผู้ทำสงครามจะนึกถึงชาวบ้านบริสุทธิ์ที่ต้องล้มตายหรือเสียอวัยวะจากกับระเบิดมากแค่ไหน
สถานความรุนแรงในประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกของเรายังคงที่ เป็นความรุนแรงที่พุ่งเป้าไปที่พลเรือนไร้อาวุธ หลังจากการประท้วงของพระสงฆ์และประชาชน รัฐบาลเข้มงวดเรื่องการเดินทางและการรวมกลุ่มพูดคุยกันมากกว่าเดิม แต่ก็ยังมีคนขัดขืนอยู่เงียบ ๆเสมอ มีหมู่บ้านที่ไม่ยอมลงนามในแถลงการณ์สนับสนุนรัฐบาลแล้วก็เลยต้องถูกสั่งย้ายเป็นการลงโทษ มีเยาวชนชาวคะฉิ่น แอบไปพ่นสีสเปรย์ต่อต้านการสร้างเขื่อนในเมืองมยิตจินา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ที่จะส่งไฟไปให้ประเทศจีนและทำให้คนนับหมื่นต้องพลัดถิ่น ผมเชื่อว่าพี่น้องที่พยายามยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมอยู่อย่างกล้าหาญเหล่านี้ ต้องการกำลังใจจากเราทุก ๆคนมากครับ
เดือนตุลาคมนี้ มีผู้ลี้ภัยที่ได้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ไม่มากล้นหลามเหมือนเดือนกันยายนครับ จำนวนผู้ลี้ภัยที่ค่ายแม่หละ จังหวัดตาก ลดลงมาก ตลอดปีที่ผ่านมามีคนจากไปแปดพันกว่าคน จากทั้งหมดสี่หมื่นกว่าคน อย่างไรก็ตาม ผมดูตัวเลขผู้ลี้ภัยทั้งหมด รวมทั้งคนที่ยังไม่ได้ทำทะเบียนกับยูเอ็นเอชซีอาร์ ก็ยังอยู่ที่แสนสี่หมื่นกว่า ๆครับ (อ้อ เห็นว่าเพิ่งจับชาวโรฮิงยาที่มาหลบอยู่ในค่ายแม่หละออกไปอีก 7 คน) และคนใหม่ก็มาเรื่อย ๆ เพื่อนชาวไทยแถบแม่สะเรียงของเราพูดติดตลกกึ่งรันทดว่า ดูเหมือนว่าสถานที่ในค่ายจะไม่พอ ก็เลยให้คนไปต่างประเทศเยอะ แล้วจะได้รับคนอีกมากมายหลายหมื่นที่ยังคงหลั่งไหลมาไม่หยุด โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกวาดล้างจากโครงการสร้างเขื่อนสาละวินละมัง
เรื่องนั้นผมไม่ทราบหรอกครับ แต่ทราบว่าทั้งองค์กรชุมชนและองค์กรมนุษยธรรมต่าง ๆ ต่างประสบปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ผู้ลี้ภัย คนที่เดินทางไปจำนวนไม่น้อยเป็นคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรเหล่านี้ครับ ว่ากันว่า จะต้องหาเจ้าหน้าที่ผู้ลี้ภัยมาทดแทนถึงสามในสี่ของที่มีอยู่ นี่ปีหน้าทางสหรัฐก็จะรับอีก 16,000 ถ้ารวม ๆประเทศอื่นก็คงถึง 18,000-19,000 คนครับ ที่จะได้ไปปีหน้า แต่ว่าคงจะมีการดำเนินการให้ทยอยไป แทนที่ไปเยอะมาก ๆในช่วง 2-3 เดือน อย่างปีนี้
ผมก็ไม่ทราบจริง ๆนะครับ ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น มีคนบอกว่า บางทีรัฐบาลไทยจะอยากปิดค่าย และส่งกลับไปที่พม่าให้หมด ผมยังหวังว่า ประเทศเราจะศิวิไลซ์พอที่จะไม่ส่งคนกลับไปสู่ความตายนะครับ ผมนั่งฟังข่าวจากเพื่อนฝูงชายแดนแล้วก็สะท้อนใจอยู่ทุกวัน วันนี้ มีคนไปเมืองนอกแล้วกี่คน แต่เดี๋ยวก็มีข่าวว่า มีคนหลบหนีการประหัตประหารมาตั้งรออยู่ที่ริมขอบแดนอยู่อีกกี่คน บวกลบคูณหารแล้วจำนวนคงจะไม่ลดลงง่าย ๆ หากเรายังช่วยกันแก้ปัญหา (หรืออย่างน้อยก็ไม่ไปทำให้เกิดปัญหา) ในประเทศต้นทาง คือ พม่า ไม่ได้
หากเราอยากได้ไฟฟ้าจากเขื่อนสาละวิน ผมอยากให้เราเข้าใจว่า เราต้องยอมรับ ว่าไฟฟ้าของเรา แลกมาด้วยชีวิตคนมากมายเหลือเกิน และจะได้มาพร้อมกับผู้ลี้ภัย ผู้ต้องบ้านแตกสาแหรกขาดมาอยู่ในบ้านเรา
---------------------