ริมขอบแดน กรกฎาคม - สิงหาคม 2550
นายเกิด
เพื่อน ๆครับ เหตุการณ์ด้านตะวันตกยังไม่เปลี่ยนแปลงเพื่อนของเราในพื้นที่รอยต่อรัฐกะเรนนีรัฐฉาน กำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียด เมื่อกองกำลังชนเผ่าปะโอ *หรือ SSNPLO แตกแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งยังคงยึดถือข้อตกลงหยุดยิงกับ SPDC หรือคณะทหารพม่า แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็หันไปร่วมกับ พรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนีหรือ KNPP ที่ยังคงจับอาวุธสู้อยู่ นอกจากนี้ สถานการณ์โดยทั่วไปในรัฐกะเรนนีก็ไม่ดีนัก รัฐบาลทหารพม่าส่งกำลังทหารเข้ามาเพิ่ม ตั้งด่านตรวจ และกำหนดกฎเกณฑ์จำกัดการเดินทางและการใช้ชีวิตของพี่น้องเรามากขึ้น
ทางใต้ของรัฐกะเรนนี พื้นที่กะเหรี่ยงก็ยังคงลุกโชนด้วยไฟสงคราม ตั้งแต่ต้นปีมานี้ ผมได้รับทราบข่าวการสู้รบกันแถบเมืองปาปุน นองเลบิน และตองอู บ่อยครั้ง เมื่อกรกฎาคมนี้เอง มีรายงานว่าหมู่บ้านทางเหนือของปาปุนถูกถล่มด้วยปืนใหญ่ และบางแห่งก็ถูกเผาทิ้ง นอกจากนี้ นโยบาย Shoot on Sight หรือแปลง่าย ๆว่า ยิงทันทีที่พบเห็น ก็คือความตั้งใจของคณะทหารพม่าที่จะจำกัดชาวกะเหรี่ยงให้อยู่ในเขตควบคุม ใครแอบออกมาจะถูกยิงทันทีโดยไม่ต้องสอบสวน ผมอ่านพบว่าล่าสุดชาวกะเหรี่ยงแถบเมืองตองอูถูกสังหารไปแล้ว 38 คนเนื่องจากถูกพบเจอนอกเขตควบคุม ทีนี้ คงคาดเดากันได้ง่าย ๆใช่ไหมครับว่า หากเพื่อนของเราเดินทางไปไร่ไปนานอกหมู่บ้านไม่ได้ พืชผลปีนี้ก็คงไม่พอกินแน่นอน สงครามไม่ได้ทำให้คนตายเลยในทันที แต่มันนำมาซึ่งความอดอยากหิวโหย ความเจ็บไข้ และอื่น ๆอีกมากมาย
พื้นที่รัฐกะเหรี่ยงตอนเหนือที่ว่า ต่อเนื่องกับอำเภอแม่สะเรียงและสบเมย แถวนั้นยังมี ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยง เข้ามาใหม่เรื่อย ๆ แม้ว่าจะถูกกีดกั้นและส่งกลับอยู่ตลอด มีคนอพยพเข้า ค่ายแม่ละอูน ที่แม่สะเรียงถึงราว 500 คนในเดือนมิถุนายน และที่ ค่ายแม่ลามาหลวง สบเมย อีกกว่าสองร้อยคน ส่วนกลุ่มที่ถูกเจ้าหน้าที่ไทยผลักดันออกไปเมื่อ 2-3 เดือนก่อนกว่าสามพันคนนั้น ตอนนี้ก็ยังอยู่ในค่ายพักชั่วคราวในฝั่งรัฐกะเหรี่ยงใกล้ชายแดนไทยครับ พวกเขาอยู่รอว่าเมื่อไรจะกลับบ้านได้ หรือเมื่อไร ประตูดินแดนแห่งความปลอดภัยจะเปิดออก
เป็นเทรนด์ใหม่ของปีนี้ มีคนไปแสดงความประสงค์จะไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในต่างประเทศเยอะเหลือเกิน รัฐบาลพยายามปิด ค่ายถ้ำหิน ที่จังหวัดราชบุรีให้ได้ ด้วยการส่งคนไปต่างประเทศ ค่ายแม่หละ ที่จังหวัดตากก็กำลังยุ่งเหยิง ที่ อุ้มเปี้ยมใหม่ และ นุโพ จังหวัดตากเหมือนกัน ว่ากันว่าคนเกือบครึ่งมาลงชื่อว่าจะไป ผลก็คือ โรงเรียนกำลังขาดครู โรงพยาบาลกำลังขาดเจ้าหน้าที่ องค์กรชุมชนกำลังระส่ำระสาย ยิ่งสถานการณ์วุ่นวาย คนที่ไม่อยากไปก็ จำใจ ไปเพราะมันเหมือนกับว่าจะอยู่ไม่ได้ แต่แม้จะมีคนได้ไปต่างประเทศกันเยอะ ก็ยังมีผู้ลี้ภัยใหม่ที่หนีความโหดร้ายของสงครามมาเมืองไทยไม่ขาดสายอยู่นั่นเอง เช่น ที่ ไซท์ 1 ค่ายกะเรนนี ที่แม่ฮ่องสอน มีคนได้ไปต่างประเทศเดือนนี้ 240 คน แต่ก็มาใหม่อีกราว 40 คน และก็คงจะไม่หยุดมา ทว่า คณะกรรมการจังหวัดของรัฐไทยก็พยายามตั้งเงื่อนไขการพิจารณาให้แคบที่สุด และยอมรับผู้ลี้ภัยใหม่น้อยลงทุกที ๆ (หลาย ๆพื้นที่เขาไม่ยอมประชุมพิจารณาด้วยซ้ำครับ) ผมก็งง ๆว่า เมื่อไม่รับ แล้วผู้ลี้ภัยจะไปไหน จะกลับไปที่บ้านตัวเองได้ไหม จะหายไปเฉย ๆก็คงไม่ได้
เมื่อเดือนกรกฎาคม จำนวนผู้ลี้ภัยในค่ายชายแดนมีอยู่ราวหนึ่งแสนห้าหมื่นคนครับ ในจำนวนนี้มีผู้ลี้ภัยใหม่ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจทำทะเบียน (ก็คือไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการจังหวัดที่ว่าน่ะแหละครับ) อีกไม่น้อยที่กำลังถูกปฏิเสธความช่วยเหลือทางอาหาร (พวกเขาต้องพึ่งพาผู้ลี้ภัยที่มีทะเบียนให้แบ่งอาหารให้) ส่วนหนึ่งราว 3-4 พันก็มีแนวโน้มว่าจะถูกผลักดันออกนอกประเทศ ให้ไปอยู่ในหมู่บ้านคนอพยพฝั่งรัฐกะเหรี่ยงแทน ฟังดูอาจไม่น่าลำบากมาก ถ้าหากหมู่บ้านนั้นจะไม่ใช่สถานที่ที่เขาต้องยกครัวหนีสงครามเข้ามาในเมืองไทยกลับไปกลับมา 3 รอบแล้วภายในช่วงไม่ถึงสิบปีนี้ อีกทั้งพื้นที่โดยรอบหมู่บ้านก็คือกับระเบิด อีกไม่ไกลก็คือฐานทัพพม่า ถ้ามีคนแค่ราว 600 แบบปัจจุบันก็อาจจะพออยู่กันได้ แต่ถ้าอีกหลายพัน คงเรียกได้ว่าทำลายทั้งสภาพความเป็นอยู่เดิมของหมู่บ้านนี้ และบีบเค้นชีวิตคนกลุ่มที่จะถูกจับย้ายไปมากเหลือเกิน
ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ผู้ลี้ภัยมอญ แถบกาญจนบุรีเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน พวกเขาถูกกดดันให้ไปอยู่ในพื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ หรือเรียกง่าย ๆให้ถูกต้องตามสภาพความเป็นจริง ก็คือค่ายอพยพในรัฐมอญนั่นเอง ผมหมายความว่า ผู้คนไม่ได้กลับบ้าน และไม่ได้ใช้ชีวิตตามปกติ แต่ยังคนคือลี้ภัย ไม่มีพื้นที่ทำกิน หากออกนอกเขตเล็ก ๆนั้นไปก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ตอนนี้คงเหลืออยู่ที่นั่นประมาณหมื่นต้น ๆคนละมังครับ ที่เหลือ .. ไม่ได้กลับบ้านหรอกครับ เขามาเมืองไทยกัน มาเป็นแรงงานอพยพหรือที่รัฐเรียกว่าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายนั่นแหละ ก็อย่างที่ว่า การที่เขาไม่ได้อยู่ในค่ายลี้ภัยเมืองไทย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหายตัวไปได้นี่ครับ
อันที่จริง ถ้าไม่ส่งกลับ แต่อยู่ในห้องกักแบบ ผู้ลี้ภัยม้งจากลาว ก็คงไม่หายไปไหนเหมือนกัน คือตอนนี้ข่าวดีก็คือไทยเราตกลงยอมให้ผู้ลี้ภัยม้งกว่าเจ็ดพันคนอยู่ในค่ายพัก (แน่นอนว่าต้องมีรั้วลวดหนามล้อมรอบ) ที่เพชรบูรณ์ได้แล้ว แต่ข่าวร้ายก็คือ อีกกว่าร้อย (ส่วนใหญ่เป็นเด็ก) ก็ถูกคุมขังอยู่ที่ห้องกักตรวจคนเข้าเมืองหนองคายมา 7-8 เดือนแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่เชื่อ (โดยยังไม่ต้องตรวจสอบใด ๆ) ว่าพวกเขาเป็นเพียงผู้หลบหนีเข้าเมืองด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าจะส่งกลับลาว ผมเดาเอาเองว่า ก็คงไม่อยากส่ง เพราะด้วยสำนึกทางมนุษยธรรม เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการก็คงจะทราบดีน่ะครับ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา
ทาง สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ บอกว่า ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัย (ทั่วโลก) ที่ต้องการตั้งถิ่นฐานใหม่ถึงราวกว่าแสนคนต่อปี และโควตาของประเทศต่าง ๆที่ยอมรับพวกเขาก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ สำหรับบ้านเรา ดูเหมือนจะตั้งเป้าเร่งรัดส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย คานาดา ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ให้ได้ 15,000 คนปีนี้ ผมคิดว่าคนเรามีสิทธิที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตนครับ ถ้าหากผู้ลี้ภัยได้ตัดสินใจเอง จากข้อมูลที่ครบถ้วนแท้จริงก็คงดี แต่ผมกลับได้ยินว่า ในบางแห่งก็มีเจ้าหน้าที่มาพูดหว่านล้อมสารพัดว่าการไปต่างประเทศดีอย่างนั้นอย่างนี้ และผมก็รู้จักเพื่อน ๆเยอะมากที่ถ้าหากเขามีทางเลือกอื่น ไม่ต้องมาอยู่ในรั้วลวดหนามเหมือนถูกขังกรง เขาก็คงจะไม่ไปไหน เพราะเขายังไม่อยากทิ้งความหวังที่จะได้กลับบ้าน หลาย ๆคนตัดสินใจลงชื่อจะไปต่างประเทศเพราะกลัวครับ มีข่าวลือสารพัด เช่น หากไม่ไปเมืองนอก เขาจะไม่ให้อยู่แล้ว เขาจะไล่ออกไปเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เขาจะส่งเรากลับ ฯลฯ ผมไม่อยากจะเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะทำอย่างนั้น ผมหวังว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงข่าวลือ แต่คนที่ถูกกระทำมาเยอะ ไม่มีโอกาสรับรู้ข่าวสารจากภายนอก ได้แต่อยู่ในที่ปิดที่เจ้าหน้าที่อ.ส.คือผู้มีอำนาจสูงสุด ก็คงต้องการคำยืนยันชัดเจน เปิดเผย จึงจะเชื่อได้ละมังครับว่า ประเทศเราจะไม่ทำอะไรที่ไร้ศักดิ์ศรีเช่นนั้น
แต่ใครจะยืนยัน ผมเองก็ไม่รู้ ในเมื่อเราอยากให้เขาหายตัวไปจากสายตาเราเหลือเกินนี่ครับ
รายงานเมื่อ กลางสิงหาคม 2550
*องค์การปลดปล่อยประชาชาติรัฐฉานใต้ Shan State National People's Liberation Organization