เพื่อนไร้พรมแดน



ริมขอบแดน กันยายน - ตุลาคม 2550

นายเกิด

เพื่อน ๆครับ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ การปราบปรามสังหารประชาชนและพระสงฆ์ผู้ชุมนุมอย่างสันติ อันนำไปสู่การนองเลือด กลางกรุงย่างกุ้ง ตกเป็นข่าวใหญ่ในประเทศไทยอยู่ช่วงสั้น ๆ ล่าสุดยังมีการปราบปรามกวาดล้าง และการรวมตัวของพระสงฆ์กลุ่มเล็ก ๆอยู่ เป็นระยะ ๆ แต่กระแสสื่อบ้านเราก็หันไปหาข่าวอื่น ๆ รวมถึงข่าวหมั้นของทาทายัง หรือข่าวพิธีกร - ดาราสาวทะเลาะกันอันเนื่องมาจากผู้ชายและรถยนต์ไปเสียแล้ว

น่ายินดีที่นายกรัฐมนตรี ไทย ได้ตก ปากรับคำจะให้ ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ที่จะอพยพหลบหนีการปราบปรามเข้ามาอย่างเต็มที่ หากผมก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเรายังไม่มีกระบวนการรับผู้ลี้ภัยที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง เลย คณะกรรมการพิจารณา รับรองผู้ลี้ภัย ระดับจังหวัดแต่ละ จังหวัด ก็ยังไม่ได้ดำเนินการเป็นระบบ บางพื้นที่แทบจะไม่มีการประชุมกันด้วยซ้ำ เพื่อน ๆบอกผมหนาหูว่า ล่าสุดนี้ พระสงฆ์และประชาชน พม่าจากตอนกลางของพม่า จำนวนหนึ่งได้เข้ามาหลบภัยอยู่ตามหมู่บ้านชายแดน หลายแห่ง เพราะการเข้าไปอยู่ในค่ายพักนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เพราะไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะว่าอย่างไร นโยบาย “ ไม่มีผู้ลี้ภัยเพิ่ม ” ก็ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าใดนัก

น่าแปลกใจ ขณะที่ย่างกุ้งตกอยู่ในสายตาชาวโลก ก็ยังไม่มีใครมากมายสักกี่คน ที่จะหันมอง พื้นที่ชายแดนตะวันออกของพม่าหรือ ฝั่ง ตะวันตกของ ไทย คงเป็นเพราะว่า ความโหดร้ายนี้เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันจนมันไม่ได้เป็นข่าวแล้วละมังครับ จากการสำรวจขององค์การมนุษยธรรมชายแดนไทย - พม่า (Thai-Burma Border Consortium) ตลอดปี 2549 ที่ผ่านมา กองลาดตระเวนของรัฐบาล ทหาร พม่า ได้เน้นเข้าโจมตีเสบียงอาหารของชาวบ้านในพื้นที่ชนเผ่าชายแดน ที่รุนแรงเหี้ยมโหดที่สุดในช่วงนี้ ก็ คงจะเป็นแถบ รัฐกะเหรี่ยงตอนเหนือ ด้านติดกับทางแม่สะเรียงของประเทศไทย นี่เอง นอกจากนี้ โครงการพัฒนา ของรัฐ ยังส่งผลให้เกิดการพลัดถิ่นฐานในพื้นที่เขื่อนฮัตจี พื้นที่ก่อสร้าง ท่อก๊าซ และโครงการเกษตรขนาดใหญ่ เพราะภายใต้คำว่า “ การพัฒนา ” นั้น ชาวบ้านก็ถูกบังคับให้ปลูกพืชตามสั่ง ถูกขูดรีดโควตาผลผลิต และถูก ยึด ครอง ที่ทำกิน รวมไปจนถึงการใช้แรงงานทาส และจำกัดการเดินทางเคลื่อนไหว จนเรียกว่าไปเฝ้าเรือกสวนไร่นาของตนไม่ได้เลย

จากการสำรวจเพียงในแถบ 6 พื้นที่รัฐและมณฑลชายแดนฝั่งตะวันออก พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีชุมชนที่ถูกเผา ทำลายหรือบังคับย้ายไป 3,000 ชุมชน ซึ่งในจำนวนนี้ มี 167 ชุมชนที่เพิ่งถูกทำลายไปหมาด ๆเมื่อปลายปีที่แล้วนี้ ส่งผลให้ มี ประชาชน ต้องพลัดถิ่นฐานเพิ่มขึ้นอีก 76,000 คน

ทางแถบรัฐฉาน ผมได้ยินว่า รัฐบาลทหารส่งกำลังไปควบคุมตามวัดวาอารามต่าง ๆอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเข้าพรรษาหรือออกพรรษา คำสั่งก็คือ ห้ามพระธุดงค์ออกนอกเมือง ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านถูกบังคับเกณฑ์บ้านละคนไปร่วมประท้วงต่อต้านการชุมนุมของพระสงฆ์ ว่าเป็นการบ่อนทำลายชาติ ผมไม่แน่ใจว่าถึงบัดนี้ จะมีชาวบ้านต้องหลบภัย หรือหลีกหนีความกดดันแร้นแค้นในรัฐฉานมาเพิ่มอีกหรือไม่ เพราะล่าสุด ทราบมาว่า ตัวเลข ผู้พลัดถิ่นรัฐฉาน ที่ตั้งค่ายอยู่ริมชายแดนรัฐฉานติดประเทศไทยแถบแม่ฟ้าหลวง ดอยดำ ปางมะผ้า มีกว่า 5,000 คน และยังมี ผู้ลี้ภัยไทใหญ่ ที่หนีการบังคับโยกย้ายหมู่บ้านในแถบรัฐฉานใต้มาทางฝางอีกกว่า 300 คน ในขณะที่ทางแม่ฟ้าหลวง ก็มีชาว ลาหู่ ที่หลบหนีการถูกเกณฑ์แรงงานทาสมาอีกไม่น้อย

เพื่อน ๆ ผู้ลี้ภัยกะเรนนี ในค่ายไม่ได้รายงานตัวเลขผู้ลี้ภัยเพิ่มเติมมา แต่ผมทราบมาว่า มีประชาชนพม่าจำนวนหนึ่งหลบหนีการปราบปรามทางย่างกุ้งขึ้นมาทางเขตแดนของ KNPLF (Karenni National People's Liberation Front) หรือกองกำลังกะเรนนีที่ทำข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลทหารพม่าไปแล้วเหมือนกัน ถ้ามีคนเพิ่มขึ้นในค่ายผู้ลี้ภัย ก็คงจะลำบากมาก เพราะผู้ลี้ภัยใหม่เกือบสามร้อยคน ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับให้มีรายชื่อเป็นผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือทางอาหารจากองค์กรมนุษยธรรมเลย ตรงนี้ก็คล้าย ๆกันกับที่ค่ายบ้านต้นยางครับ ที่ชาวบ้านที่เพิ่งหนีเข้ามาใหม่กว่าสองร้อยคน ถูกปฏิเสธความช่วยเหลือมนุษยธรรมในเบื้องต้น จนต้องมีการเจรจาขอร้องกันให้ช่วยเหลือ และสำรวจรายชื่อผู้ลี้ภัยใหม่เพื่อส่งให้คณะกรรมการพิจารณารับผู้ลี้ภัยระดับจังหวัดทำงานกันต่อไป

ในที่นี้ ผมขอยืนยันให้ชัดเจนว่า ความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่พัก เสื้อผ้า ยา การศึกษา ต่อ จำนวน ผู้ลี้ภัย (เฉพาะที่ได้รับอาหาร) ล่าสุด 141,697 คน นั้น มาจากองค์กรมนุษยธรรมเอกชน ไม่ใช่รัฐไทย หรือยูเอ็นเอชซีอาร์นะครับ แต่ก็อย่างที่ผมเล่าตั้งแต่ตอนที่แล้วนั่นแหละ คณะกรรมการพิจารณาของรัฐไทยตั้งเงื่อนไขการรับผู้ลี้ภัยเข้าค่ายให้แคบที่สุดเพื่อจะได้ไม่มีผู้ลี้ภัยเพิ่ม เพราะจะเป็นปัญหาความมั่นคง (ซึ่งผมไม่เข้าใจนัก) บางทีก็บอกว่าจะทำให้เรารับภาระต้องช่วยเหลือ ซึ่งก็อย่างที่บอก ว่าเม็ดเงินความช่วยเหลือนั้น เป็นเงินที่มาจากนอกประเทศ เอามาใช้จ่ายหมุนเวียนในประเทศเราด้วยซ้ำไป ที่สำคัญก็คือ ไม่ว่าเราจะรับเขาอย่างเป็นทางการหรือไม่ หากโดยข้อเท็จจริงแล้วเขาคือผู้ลี้ภัยที่กลับบ้านไม่ได้ นั่นก็ย่อมคือความจริง และเขาก็ต้องหลบภัยอยู่ในประเทศไทย จะหายตัวไปตามใจใครนั้นคงไม่ได้เป็นแน่ ทางฝั่งกะเรนนีก็ดูเหมือนจะไม่มีพื้นที่ติดชายแดนที่จะไปตั้งที่พักพิงรอวันที่ประตูความปลอดภัยของรัฐไทยจะเปิด แบบที่ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่ถูกรัฐผลักดันกลับไปอยู่เสียด้วย ล่าสุด ผมทราบมาว่า ทางฝั่งตรงข้ามกับแม่สะเรียง ผู้พลัดถิ่นชาวกะเหรี่ยงได้เพิ่มจำนวนเป็นกว่าสี่พัน ในค่ายพักพิงชั่วคราวสองจุดนั้น

หน้าฝน เราอาจได้ยินข่าวโรคภัยไข้เจ็บรวมไปถึงภัยธรรมชาติตามภูมิภาคต่าง ๆในประเทศไทย ในค่ายผู้ลี้ภัยกะเรนนี ก็มีผู้ป่วยจากโรคฉี่หนูหลายสิบคน ส่วนที่ค่ายแม่ละอูน ภัยดินถล่มจากฝนตกหนักก็ยังหน้าเป็นห่วง เพราะพื้นที่เนินของแม่ละอูนนั้นไม่ได้เหมาะสมกับการตั้งบ้านเรือนอย่างแออัดนัก ยังจำข่าวดินถล่มที่ค่ายผู้ลี้ภัยแม่กองคาเมื่อสักสี่ห้าปีก่อนได้ไหมครับ ผู้คนสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่พอจะมีติดตัวไปมากมาย แล้วตอนนั้นก็มีเสียงกล่าวโทษว่า เป็นเพราะพวกเขาตัดไม้ทำลายป่าเสียเอง เป็นข่าวอยู่พักหนึ่งก็หาทางย้ายค่ายที่อยู่ในเขตอุทยานมายังที่นี่ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะแก้ปัญหาดินถล่มคนตายได้หรือไม่ ถ้าคุณได้รู้จักพวกเขา ได้ไปเห็นว่าพวกเขาอยู่อย่างไร แล้วคุณจะรู้อยู่แก่ใจเหมือนกับผมครับ ว่าผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงไม่มีทางจะออกไปตัดไม้ทำลายป่าได้ใหญ่โตอย่างที่ประโคมข่าว แล้วคุณจะเห็นชัด ๆว่า ป่าที่ถูกทำลายนั้น ฝีมือใคร

ในเดือนกันยายน มีผู้ลี้ภัยที่ได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานต่างประเทศจำนวนมากถึง 4,300 คน ซึ่งคาดว่าในเดือนต่อ ๆไปจำนวนจะเริ่มลดลงเพราะคนจำนวนมากได้ไป กัน แล้ว ซึ่งสำหรับปีงบประมาณหน้า (หลังจากต.ค.นี้) สหรัฐอเมริกาได้ตกลงที่จะรับผู้ลี้ภัยจากไทย มาเลเซีย และเวียดนาม อีก ราว 18,000-20,000 คน ในขณะที่การไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม หรือต่างประเทศ เป็นทางออกหนึ่งของผู้ลี้ภัย ผลกระทบจากการเร่งรัดส่งผู้คนออกไปก็เป็นเรื่องที่ต้องตามแก้ไข ผู้คนจำนวนมากที่มีการศึกษาดี และเป็นกำลังของชุมชน กำลังทยอยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะขาดครู หมอ และคนทำงานเพื่อชุมชน ข่าวลือสารพัดยังแพร่กระจายในค่าย โดยเฉพาะค่ายใหญ่ ๆแบบแม่หละ เช่น รัฐบาลไทยจะผลักดันคนที่ไม่ยอมไปต่างประเทศออกให้หมด หรือ ต่อไปหากไม่ยอมไป จะไม่มีความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอีกแล้ว เป็นต้น เพื่อน ๆของเราที่เดินทางไปแล้วหลายคนส่งข่าวมา ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเพิ่งไปถึง แต่ละคนมักตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศใหม่ ๆ โดยเฉพาะเสรีภาพที่จะไปไหนมาไหน และทำงานเลี้ยงตัวเองได้ แต่เมื่อผ่านไปสักพัก ผมก็ได้ยินว่า ภาพฝันนั้นไม่สวยงามอย่างที่คิด เพราะเมื่อไปอยู่ต่างแดนแสนไกล ต้องเรียนรู้แม้กระทั่งการข้ามถนนที่มีไฟเขียวไฟแดง รวมไปจนถึงการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ยาก ๆ โดยที่ภาษาอังกฤษแทบไม่ได้สักคำนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และเมืองนอกกับเมืองไทยก็เหมือนกัน ตรงที่มีคนทุกรูปแบบ มีคนที่เข้าใจ และก็มีคนที่ดูถูกดูแคลน ไปจนถึงระแวงความเป็นคนอพยพพลัดถิ่นเหมือนกัน

สำหรับผม เพื่อน ๆจะอยู่ที่นี่ หรือหาหนทางไปที่ไหน ผมก็มีแต่ความปรารถนาดี และผมหวังว่า แทนที่เราจะมาตั้งป้อมพยายามให้เขา (อยาก) ออกไปให้มากที่สุด ทำไมเราไม่ทำให้เขาอยู่ที่นี่ได้อย่างอบอุ่น
และช่วยเหลือกันพัฒนาบ้านเมืองแถบนี้ โดยไม่ต้องคิดว่า มันเป็นดินแดนในเขตไหนของใครล่ะครับ

การพัฒนาและสันติภาพ มันไม่รู้จักเส้นพรมแดนหรอกครับ จริง ๆนะ

 

รายงานเมื่อกลางพฤศจิกายน 2550