แอบมองเพื่อนบ้าน
ปีศาจผ้าขนหนู
หรือไร้เรื่องราวจะเล่าขาน
หลังจากตกปากรับคำที่จะเขียนเรื่องราวของเมืองไทยและเพื่อนบ้านผมก็หนักใจยิ่งนักด้วยตัวเอง
ยังหนุ่มแน่น อาจจะให้ยากต่อการสะท้อนเรื่องราวบอกเล่าประสบการณ์ตรง (ย้ำว่ายังไม่แก่) อีกทั้งโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเยือนเพื่อนบ้านมากเท่าไหร่คอลัมน์นี้จึงเป็นการคุยกัน
ในมุมที่ผมพอจะคิดออกแบบคนข้างบ้าน ที่แอบมองและคิดเอาเองจากภาพและเสียงที่สัมผัสได้
เป็นปกติของชนบทเมืองไทยเมื่อ 30 กว่า (ปลาย ๆ) ปีที่แล้ว บ้านของผมแวดล้อมไปด้วยญาติพี่น้อง ทางซ้ายบ้านป้า ทางขวาบ้านน้า ถัดออกไปอีกคุ้มก็เป็นป้าอีกคน เรือนหลังนั้นก็ญาติห่าง ๆเป็นอันว่า เมื่อก่อนนั้นเราสามารถเที่ยววิ่งเล่นในละแวก พอเหนื่อยก็ไปกินน้ำบ้านคนนั้น หิวข้าวก็ไปกินบ้านคนโน้นได้แบบสบาย ๆ หรือแม้จะไม่ใช่เครือญาติเราทุกคนก็รู้จักหน้าค่าตากันดี รู้ว่าคนนี้เป็นลูกคนนั้นหลานคนนี้ไล่กันไปจนชั้นปู่ย่าตายายได้เหมือนว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
ปัจจุบัน ด้วยความที่มาทำมาหากินอยู่ในเมืองหลวงจนทิ้งถิ่นฐานมานานนับ 20 ปี จะมีเวลากลับไปก็ปีละไม่กี่ครั้ง บางปีไม่เคยกลับไปก็มี ผมก็น่าจะจะรู้จักผู้คนที่นั่นน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่กลับไป ตาและยายซึ่งเป็นแกนหลักของครอบครัวใหญ่และเป็นครอบครัวขยายหลาย
ครอบครัวก็ยังอยู่ที่นั่นเครือญาติผู้ใหญ่พ่อแม่ลุงป้าน้าอา ก็เป็นผู้ที่เราสามารถจะสอบถามทั้งชีวิตความ
เป็นไปของชุมชน และสาวโยงถึงเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครได้อยู่เสมอ ผมจึงรู้สึกว่าตัวไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าและไม่แปลกแยกจากชุมชนแต่อย่างใด
ลองคิดดูมันก็เป็นเรื่องน่าแปลกอยู่ไม่น้อย บ้านเมืองเรามีความเจริญทางเศรษฐกิจ มีการพัฒนาสร้างความสะดวกสบายมากขึ้น แต่เรากลับต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดมาแบบนี้
แต่ที่น่าแปลกใจไปยิ่งกว่าก็คือเมื่อผมได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในประเทศพม่าจากคนข้างเคียง
และล่าสุดก็ได้อ่านรายงานการสำรวจ การพลัดถิ่นฐานในประเทศในพม่าแถบตะวันออก ซึ่งจัดทำโดยองค์การมนุษยธรรมชายแดนไทย พม่ามาติดต่อกันแล้วเป็นปีที่สาม ความหมายของ การผลัดถิ่นในประเทศ ที่นั่น คือการที่คนเราถูกกระทำให้ไม่สามารถอยู่ในถิ่นฐานทำกินของตัวเองไม่สามารถสร้างหลักแหล่ง ไม่มีชุมชน ไม่สามารถสร้างสังคมได้ มันคืออะไรกัน?
โครงการพัฒนาของรัฐบาลพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตพลังงานที่เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ (รวมทั้งไทย) สูงสุด เช่น การวางท่อก๊าซในรัฐมอญการริเริ่มก่อสร้าง เขื่อนเหนือลำน้ำสาละวิน การส่งเสริมการปลูกละหุ่งเพื่อผลิตพลังงานไบโอดีเซล เป็นสาเหตุของการยึดที่ทำกิน ขูดรีดผลผลิต บังคับใช้แรงงาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ซึ่งกดดันให้ผู้คนต้องละทิ้งถิ่นฐาน ภายในระหว่างปี 2548-49 ปีเดียว มีคนในด้านตะวันออกของพม่ากว่า82,000 คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นมีหมู่บ้าน 232 แห่งที่ถูกทำลาย บังคับโยกย้าย หรือทิ้งร้าง และเมื่อรวมกับปีอื่น ๆแล้วก็ยังมีผู้คนที่พลัดถิ่นอยู่ภายในพม่าถึงอย่างน้อย 5 แสนคน
โดยความเข้าใจส่วนตัวมาแต่ไหนแต่ไร ผมรู้สึกว่าผมเองก็เป็นคนพลัดถิ่นคนหนึ่ง เพราะโดยพื้นเพแล้วก็เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในเมืองหลวง จนกระทั่งมาตั้งหลักสร้างครอบครัวอยู่ที่นี่จนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความเต็มใจของผมเอง ที่ยอมจำนนต่อเงื่อนไขของสังคมไทยที่เน้นการพัฒนากระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นเมืองแห่งโอกาสในการทำงานของผู้คนทั่วสารทิศ ผมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระแสการพัฒนานั้น
ความหมายของการพลัดถิ่นของผมกับผู้คนที่พลัดถิ่นในประเทศพม่า ช่างต่างกันเหลือเกิน
ที่สำคัญ ผมยังมีรกราก ยังมีสาแหรก มีพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายอยู่ที่บ้านผมสามารถที่จะกลับไปเมื่อไรก็ได้ที่พร้อม ผมยังสามารถเชื่อมโยงกับชุมชนถิ่นฐานผ่านทางสายสัมพันธ์
ที่ยาวนานต่อเนื่องแต่กับผู้คนที่ถูกกระทำให้เป็นคนพลัดถิ่นและพลัดพรากจากันด้วยเหตุแห่งนโยบายรัฐ
ทั้งการทหารและการพัฒนาที่มองประชาชนผู้ถูกกระทำเหมือนไม่ใช่มนุษย์ ไม่ยอมแม้จะให้เขาได้ใช้สิทธิ
พื้นฐานเพียงแต่จะดำรงอยู่ร่วมกันในถิ่นฐานบ้านเกิดตนเอง ได้ถูกบั่นทอนสายสัมพันธ์ของครอบครัว ชุมชนสังคมของพวกเขาไปอย่างเหี้ยมโหด
ผมนึกไม่ออกว่า ถ้าเราอยู่ในสภาพเช่นนั้น ปู่ ย่า ตายายของผมจะมีเรื่องราวอะไรมาถ่ายทอดให้กับคนรุ่นผมหรือรุ่นหลัง ๆ และเมื่อผมมีอายุมากขึ้นเข้าสู่วัยชรา ผมจะยังมีเรื่องราวอะไรไปบอกเล่าให้กับคนรุ่นหลังฟังว่าตัวตนของผมคืออะไรกันแน่ ?
แต่ผมก็หวังว่า พวกเขาจะมีหนทาง และหวังว่าสภาพแบบนั้นจะมีวันจบ
------------------------
|