สวัสดีปีใหม่ค่ะ คงส่งท้ายปีเก่ากันไปอย่างราบรื่นนะคะ ขึ้นปีใหม่ก็มีข่าวเรื่องราวใหม่ ๆเช่นกัน ก่อนอื่นต้องขอบอกกล่าวถึงการปรับค่า สมาชิกนิตยสารที่เราขอเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามราคา น้ำมันแพงเป็นปีละ 260 บาทนะคะ สำหรับสมาชิกเก่าก็ยังต่ออายุกันมาได้ในราคาเดิมค่ะ สำหรับใครที่สมัครกันเข้ามาตอนนี้ เรามีปฏิทินปีใหม่สดใสสวยงามจาก โรงเรียนผู้พลัดถิ่นในประเทศรอแจกอยู่ รีบ ๆ กันหน่อยนะคะ นิตยสารเรา อาจหาหยิบได้ฟรีจากร้านกาแฟและร้านหนังสือก็จริง แต่การเป็นสมาชิก ของเรานอกจากจะเป็นการบริจาคเงินทุนต่ออายุ ให้กับหนังสือแล้ว ยังถือ เป็นกำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ให้กับทีมงานที่ ได้รับรู้ว่ามีคนสนับสนุนงานแบบ ของเราค่ะ
     และสำหรับกิจกรรรมยักษ์ใหญ่ของเรา โครงการ “ บทเพลงไร้พรมแดน ” ต้องขอบคุณทุกท่านที่ร่วมส่งผลงานมานะคะ   ขณะนี้ผลงานที่ตรงตามเงื่อนไขได้ไปถึงมือกรรมการ คัดเลือกแล้ว เราได้ส่งโปสการ์ดแจ้งผลเบื้องต้นไปให้ ผู้ส่งทุกท่าน ซึ่งหากใครยังไม่ได้รับก็ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณมู่หลานค่ะ สำหรับผลการคัดเลือกและการดำเนินการขั้นต่อไป เราจะแจ้งให้ทราบอย่างต่อเนื่อง คุณมู่หลานรับรองว่า งานนี้ไม่ธรรมดาแน่นอนค่ะ
     ส่วนใครที่ยังไม่มีปฏิทินหรือของขวัญปีใหม่ / วันเด็ก และอยากสนับสนุนกิจกรรมของเด็ก ๆพลัดถิ่น เรายังมีโปสการ์ดภาพวาดเด็กพลัดถิ่นหนึ่งชุด 6 แบบ
ราคา 45 บาทและปฏิทินตั้งโต๊ะ ” สิบสองสีสิบสองฝัน ” ราคา 80 บาทรออยู่นะคะ สั่งซื้อง่าย ๆเพียงอีเมล์ หรือโทรมาบอกกันก็ได้ตามที่อยู่ในนิตยสารนี้ค่ะ

      สุดท้ายบ.ก.เว็บไซท์โฉมใหม่ของเรา www.friends-without-borders.org ขอเชิญชวนให้คลิกกันเข้าไปชมและคอมเมนต์ ใครที่อยากฝากฝีไม้ลายมืองานเขียน หรือมีเรื่องราวอยากจะบอกเล่า ร่วมส่งบทความมาที่ borders@chmai2.loxinfo.co.th นะคะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ
นิตยสารเพื่อนไร้พรมแดน
ขอเชิญผู้อ่านร่วมส่งบทความ บทกวี รูปภาพ
สิทธิมนุษยชน คนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์
ผู้ลี้ภัย หรือแรงงานอพยพ
เพื่อนไร้พรมแดนขอเชิญผู้สนใจส่งภาพถ่ายปรินท์ขนาด 4*6 นิ้ว หรือไฟล์ภาพดิจิลตัลความสะเอียดไม่ต่ำกว่า 180 พิกเซลล์ พร้อมรายละเอียดของภาพโดยไม่จำกัดหัวข้อ สำหรับงานเขียน กรุณาส่งต้นฉบับความยาวไม่เกิน 2 หน้าครึ่ง A4 ที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน ตามหัวข้อกว้าง ๆ ที่เปิดให้ตีความได้เอง คือ"คนส่งสารเพื่อสันติ" (หมดเขต 29 ก.พ.) พร้อมแจ้งชื่อจริงและที่อยู่ที่ติดต่อได้ เจ้าของผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์จะได้รับค่าตอบแทน และของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยบรรณาธิการของสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขตัดทอนงาน เขียนตามความเหมาะสม
 

  แอบมองเพื่อนบ้าน

ปีศาจผ้าขนหนู

หรือไร้เรื่องราวจะเล่าขาน

หลังจากตกปากรับคำที่จะเขียนเรื่องราวของเมืองไทยและเพื่อนบ้านผมก็หนักใจยิ่งนักด้วยตัวเอง
ยังหนุ่มแน่น อาจจะให้ยากต่อการสะท้อนเรื่องราวบอกเล่าประสบการณ์ตรง (ย้ำว่ายังไม่แก่) อีกทั้งโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเยือนเพื่อนบ้านมากเท่าไหร่คอลัมน์นี้จึงเป็นการคุยกัน
ในมุมที่ผมพอจะคิดออกแบบคนข้างบ้าน ที่แอบมองและคิดเอาเองจากภาพและเสียงที่สัมผัสได้

เป็นปกติของชนบทเมืองไทยเมื่อ 30 กว่า (ปลาย ๆ) ปีที่แล้ว บ้านของผมแวดล้อมไปด้วยญาติพี่น้อง ทางซ้ายบ้านป้า ทางขวาบ้านน้า ถัดออกไปอีกคุ้มก็เป็นป้าอีกคน เรือนหลังนั้นก็ญาติห่าง ๆเป็นอันว่า เมื่อก่อนนั้นเราสามารถเที่ยววิ่งเล่นในละแวก พอเหนื่อยก็ไปกินน้ำบ้านคนนั้น หิวข้าวก็ไปกินบ้านคนโน้นได้แบบสบาย ๆ หรือแม้จะไม่ใช่เครือญาติเราทุกคนก็รู้จักหน้าค่าตากันดี รู้ว่าคนนี้เป็นลูกคนนั้นหลานคนนี้ไล่กันไปจนชั้นปู่ย่าตายายได้เหมือนว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

ปัจจุบัน ด้วยความที่มาทำมาหากินอยู่ในเมืองหลวงจนทิ้งถิ่นฐานมานานนับ 20 ปี จะมีเวลากลับไปก็ปีละไม่กี่ครั้ง บางปีไม่เคยกลับไปก็มี ผมก็น่าจะจะรู้จักผู้คนที่นั่นน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่กลับไป“ ตาและยาย”ซึ่งเป็นแกนหลักของครอบครัวใหญ่และเป็นครอบครัวขยายหลาย
ครอบครัวก็ยังอยู่ที่นั่นเครือญาติผู้ใหญ่พ่อแม่ลุงป้าน้าอา ก็เป็นผู้ที่เราสามารถจะสอบถามทั้งชีวิตความ
เป็นไปของชุมชน และสาวโยงถึงเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครได้อยู่เสมอ ผมจึงรู้สึกว่าตัวไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าและไม่แปลกแยกจากชุมชนแต่อย่างใด

ลองคิดดูมันก็เป็นเรื่องน่าแปลกอยู่ไม่น้อย บ้านเมืองเรามีความเจริญทางเศรษฐกิจ มีการพัฒนาสร้างความสะดวกสบายมากขึ้น แต่เรากลับต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดมาแบบนี้

แต่ที่น่าแปลกใจไปยิ่งกว่าก็คือเมื่อผมได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในประเทศพม่าจากคนข้างเคียง
และล่าสุดก็ได้อ่านรายงานการสำรวจ “ การพลัดถิ่นฐานในประเทศในพม่าแถบตะวันออก ” ซึ่งจัดทำโดยองค์การมนุษยธรรมชายแดนไทย – พม่ามาติดต่อกันแล้วเป็นปีที่สาม ความหมายของ การผลัดถิ่นในประเทศ ที่นั่น คือการที่คนเราถูกกระทำให้ไม่สามารถอยู่ในถิ่นฐานทำกินของตัวเองไม่สามารถสร้างหลักแหล่ง ไม่มีชุมชน ไม่สามารถสร้างสังคมได้ มันคืออะไรกัน?

โครงการพัฒนาของรัฐบาลพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตพลังงานที่เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ (รวมทั้งไทย) สูงสุด เช่น การวางท่อก๊าซในรัฐมอญการริเริ่มก่อสร้าง เขื่อนเหนือลำน้ำสาละวิน การส่งเสริมการปลูกละหุ่งเพื่อผลิตพลังงานไบโอดีเซล เป็นสาเหตุของการยึดที่ทำกิน ขูดรีดผลผลิต บังคับใช้แรงงาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ซึ่งกดดันให้ผู้คนต้องละทิ้งถิ่นฐาน ภายในระหว่างปี 2548-49 ปีเดียว มีคนในด้านตะวันออกของพม่ากว่า82,000 คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นมีหมู่บ้าน 232 แห่งที่ถูกทำลาย บังคับโยกย้าย หรือทิ้งร้าง และเมื่อรวมกับปีอื่น ๆแล้วก็ยังมีผู้คนที่พลัดถิ่นอยู่ภายในพม่าถึงอย่างน้อย 5 แสนคน

โดยความเข้าใจส่วนตัวมาแต่ไหนแต่ไร ผมรู้สึกว่าผมเองก็เป็นคนพลัดถิ่นคนหนึ่ง เพราะโดยพื้นเพแล้วก็เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในเมืองหลวง จนกระทั่งมาตั้งหลักสร้างครอบครัวอยู่ที่นี่จนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความเต็มใจของผมเอง ที่ยอมจำนนต่อเงื่อนไขของสังคมไทยที่เน้นการพัฒนากระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นเมืองแห่งโอกาสในการทำงานของผู้คนทั่วสารทิศ ผมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระแสการพัฒนานั้น

ความหมายของการพลัดถิ่นของผมกับผู้คนที่พลัดถิ่นในประเทศพม่า ช่างต่างกันเหลือเกิน

ที่สำคัญ ผมยังมีรกราก ยังมีสาแหรก มีพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายอยู่ที่บ้านผมสามารถที่จะกลับไปเมื่อไรก็ได้ที่พร้อม ผมยังสามารถเชื่อมโยงกับชุมชนถิ่นฐานผ่านทางสายสัมพันธ์
ที่ยาวนานต่อเนื่องแต่กับผู้คนที่ถูกกระทำให้เป็นคนพลัดถิ่นและพลัดพรากจากันด้วยเหตุแห่งนโยบายรัฐ
ทั้งการทหารและการพัฒนาที่มองประชาชนผู้ถูกกระทำเหมือนไม่ใช่มนุษย์ ไม่ยอมแม้จะให้เขาได้ใช้สิทธิ
พื้นฐานเพียงแต่จะดำรงอยู่ร่วมกันในถิ่นฐานบ้านเกิดตนเอง ได้ถูกบั่นทอนสายสัมพันธ์ของครอบครัว ชุมชนสังคมของพวกเขาไปอย่างเหี้ยมโหด

ผมนึกไม่ออกว่า ถ้าเราอยู่ในสภาพเช่นนั้น ปู่ ย่า ตายายของผมจะมีเรื่องราวอะไรมาถ่ายทอดให้กับคนรุ่นผมหรือรุ่นหลัง ๆ และเมื่อผมมีอายุมากขึ้นเข้าสู่วัยชรา ผมจะยังมีเรื่องราวอะไรไปบอกเล่าให้กับคนรุ่นหลังฟังว่าตัวตนของผมคืออะไรกันแน่ ?

แต่ผมก็หวังว่า พวกเขาจะมีหนทาง และหวังว่าสภาพแบบนั้นจะมีวันจบ

 

------------------------

 

   

กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพด้วยนะครับ


Error